Skip to content

ถิ่นอาศัยของนกในประเทศไทย

นก ส่วนใหญ่ในประเทศไทยอาศัยอยู่ตามป่าไม้ โดยป่าที่นกใช้เป็นแหล่งอาศัยแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ป่าผลัดใบ (Deciduous Forest) ซึ่งต้นไม้ส่วนใหญ่จะผลัดใบในช่วงฤดูแล้งเพื่อลดการคายน้ำ ได้แก่ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง อีกประเภทหนึ่งเป็นป่าไม่ผลัดใบ (Evergreen Forest) ต้นไม้ในป่าประเภทนี้จะมีใบเขียวตลอดทั้งปีโดยไม่ผลัดใบได้แก่ ป่าดงดิบ ป่าดงดิบเขา ป่าชายเลน และป่าพรุ อย่างไรก็ดีบางพื้นที่อาจจะพบป่าประเภทใดประเภทหนึ่งเป็นผืนใหญ่เพียงอย่าง เดียวแต่ บางพื้นที่อาจมีป่าปะปนกันอยู่หลายประเภท ดังนั้นความแตกต่างของป่าย่อมทำให้ชนิดนกที่อาศัยอยู่แตกต่างกันไปด้วยและมี นกหลายชนิดที่สามารถ ปรับตัวให้ดำรงชีวิตอยู่ในป่าได้หลายรูปแบบ

นอก จากป่าไม้แหล่งอาศัยของนกในประเทศไทยก็ยังมีทั้งหนองบึง ทุ่งหญ้า ชายเลน แม้กระทั่งในเมือง ซึ่งสามารถแบ่งแหล่งอาศัยของนกตามความแตกต่างของสภาพธรรมชาติได้ดังนี้

ป่าเต็งรัง ( Dry Dipterocarp Forest )

ป่า เต็งรังเป็นป่าที่พบอยู่ในบริเวณที่ดินไม่อุดมสมบูรณ์นักส่วนใหญ่มักพบตาม ที่ราบหรือเชิงเชา มีลักษณะเป็นป่าโปร่ง โดยมีพันธุ์ไม้เด่นเช่น เต็ง รัง ทุ้งฟ้า ส้าน ฯลฯ เนื่องจากป่าเต็งรังมีลักษณะโปร่งและมีความหลากหลายของพรรณไม้น้อยจึงพบนก อาศัย อยู่น้อยกว่าป่าไม้ประเภทอื่น โดยมีพวกนกหัวขวานเป็นนกเด่นของป่าเต็งรัง รวมทั้งนกในวงศ์กา เช่น นกปีกลายสก็อต และนกขุนแผน นอกจากนี้ก็มีพวกนกกระจิบหญ้า และนกกระติ๊บตามพงหญ้า ส่วนตามพื้นล่างยังมีนกกระทาทุ่งเดินหากิน

ป่าเบญจพรรณ (Mis Deciduous Forest )

ป่า เบญจพรรณเป็นป่าที่มีความสำคัญต่อนกและสัตว์มากเพราะเป็นป่าผลัดใบที่มีความ หลากหลายของ พรรณพืชมากพรรณไม้เค่นในป่าเบญจพรรณได้แก่ สัก ประดู่ มะค่าโมง ตะแบก สมพง ฯลฯ ป่าเบญจพรรณมีความสมบูรณ์และชุ่มชื้นมากกว่าป่าเต็งรัง มีต้นไม้ขนาดใหญ่และไม้พุ่มหนาแน่นกว่าแต่ไม่รกทึบอย่างป่าดงดิบ เหมาะแก่การหากินของสัตว์ป่าและนกนานาชนิด และยังมีอาหารให้เลือกกินมาก จึงพบอาศัยอยู่มากมาย โดยมีพวกไก่ฟ้า นกหัวขวาน นกโพระดก นกเขียวก้านตอง เป็นนกเด่น

ป่าดงดิบ ( Evergreen Forest )

ป่า ดงดิบเป็นป่าที่มีความชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์มากพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ไทยโดยแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ป่าดงดิบแล้ง และป่าดงดิบชื้น ซึ่งป่าดงดิบชื้นมักพบอยู่ตามพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคใต้ ป่าดงดิบเป็นป่าไม่ผลัดใบที่รกทึบมีพันธุ์ไม้เบียดเสียดกันอยู่หนาแน่น ทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก มีตั้งแต่ต้นไม้สูงใหญ่อย่างยาง ตะเคียน กระบาก เคี่ยม ฯลฯ ไปจนถึงไม้พื้นล่างจำพวกหวาย ปาล์ม และพวกขิงข่า ป่าดงดิบมีความหลากหลายของนกมาก โดยมีนกเงือกเปรียบเหมือนสัญลักษณ์ของป่าดงดิบ นอกจากนี้ก็มีพวกนกปรอท นกขุนแผน นกจับแมลง นกแต้วแล้ว นกกินแมลง และนกพญาปากกว้าง

ป่าดงดิบเขา ( Hill Evergreen Forest )

ป่า ดงดิบเขาเป็นป่าที่พบอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่ต่ำกว่า 1,000 เมตร จึงพบมากอยู่ทางภาคเหนือ และทางตอนบนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ป่าประเภทนี้มีต้นไม้ขนาดใหญ่อยู่น้อยกว่าป่าดงดิบที่อยู่ต่ำลงมา แต่เนื่องจากอยู่บนภูเขาสูงจึงมีความชุ่มชื้นและเขียวชอุ่มตลอดปี ตามลำต้นของต้นไม้ใหญ่จะมีมอสและเฟินขึ้นเกาะอยู่ โดยก่อเป็นไม้เด่นรวมทั้งมณฑาป่า พญาป่า ขุนไม้ สนสามพันปี ฯลฯ สำหรับป่าดงดิบเขาในระดับความสูงกว่า 2,000 เมตรขึ้นไป ต้นไม้มักไม่สูงนัก แต่ตามต้นไม้ใหญ่ๆ มักมีพืชอาศัยอิงอาศัยขึ้นเกาะหนาแน่นทั่วลำต้น และมักมีหมอกปกคลุมอยู่เสมอจึงเรียกกันว่า ป่าดึกดำบรรพ์ ป่าดงดิบเขาในระดับความสูงนี้ยังพบพรรณไม้จำพวกกุหลาบพันปีอยู่ด้วย สำหรับนกเด่นในป่าประเภทนี้ได้แก่ นกศิวะ นกปรอท นกจับแมลง รวมทั้งนกเดินดง และนกจาบปีกอ่อนที่ย้ายถิ่นเข้ามาในช่วงฤดูหนาว

ป่าสนเขา ( Pine)

ป่า สนเขามักพบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือในระดับสูงมักพบแทรกอยู่ตาม ป่าดงดิบเขา ส่วนระดับต่ำลงมาจะปะปนกับป่าเต็งรัง พรรณไม้เด่นของป่าสนเขาก็คือ สนสามใบ และสนสองใบ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของป่าประเภทนี้ และเนื่องจากป่าสนเขาเป็นป่าโปร่งที่มีพรรณไม้อยู่ไม่มากนักโดยเฉพาะไม้ขนาด ใหญ่จึงพบนกอาศัยอยู่น้อย แต่ก็เป็นถิ่นอาศัยของนกไต่ไม้ยักษ์ นกติ๊ดใหญ่ นกปีกลายสก็อต และนกหัวขวานหลายชนิด

ป่าพรุ ( Swant Forest )

ป่า พรุเป็นป่าดงดิบที่พบในบริเวณที่ลุ่มมีสภาพเป็นแอ่งน้ำจืดขังอยู่ ในอดีตเคยมีกระจายอยู่หลายพื้นที่ แต่ถูกทำลายไปเกือบหมด ปัจจุบันพบหลงเหลืออยู่ทางภาคใต้โดยมีป่าพรุที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ดั้งเดิม อยู่เพียงแห่งเดียวที่ป่าพรุโต๊ะแดง จ . นราธิวาส ธรรมชาติของป่าพรุจะมีจุดเด่นอยู่ที่ต้นไม้จะมีรากแขนงแผ่กว้างแข็งแรงเป็น พูพอนช่วยค้ำยันลำต้นโดยมีสะเตียว ตังหน ช้างไห้ ฯลฯ เป็นไม้เด่นรวมทั้งหลุมพลี หมากแดงและกะพ้อ เนื่องจากมีป่าพรุสมบูรณ์เหลือเพียงแห่งเดียวที่ จ . นราธิวาส นกที่พบในป่าพรุ จึงเป็นนกที่พบในเขตซุนดรา ( Sundaic Bird) ที่กระจายพันธุ์ขึ้นมาจากประเทศมาเลเซียหลายชนิดเป็นนกหายาก เช่น นกเปล้าใหญ่ นกเค้าแดง นกกินแมลงหลังฟู เป็ดก่า เป็นต้น แต่ไม่พบนกที่อาศัยอยู่ตามพื้นดินในป่าพรุ อาทิ นกกระทา ไก่ฟ้า และนกแต้วแล้ว นอกจากนี้ป่าพรุโต๊ะแดงยังเป็นแหล่งสร้างรังของนกตะกรุมด้วย

ป่าชายเลน ( Mangrove Forest )

ป่า ชายเลนเป็นป่าที่พบตามปากแม่น้ำและชายฝั่งทะเลที่เป็นหาดโคลนโดยมีต้นโกงกาง ( Mangrove) เป็นไม้เด่นที่ทำให้ป่าประเภทนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ป่าโกงกาง นอกจากนี้ก็มีพวกแสมและลำพูซึ่งพรรณไม้เหล่านี้จะมีระบบรากหายใจโผล่ขึ้นมา เหนือพื้นดินและในอากาศ จึงเป็นจุดเด่นของป่าชายเลน บางชนิดมีพูพอนเช่น ตะบูน ในปัจจุบันป่าชายเลนถูกทำลายลงไปส่วนมากวัดจากการสัมปทานเผาถ่านและการขยาย ตัว ของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทางชายฝั่งด้านทะเลอันดามันเป็นส่วนใหญ่ สำหรับนกที่พบในป่าชายเลน มักเป็นนกที่พบได้ตามป่าติดต่อกับป่าชายเลน แต่ก็มีหลายชนิดที่ส่วนใหญ่มักพบในป่าชายเลนเช่น นกกระจ้อยป่าโกงกาง นกโกงกางหัวโต นกกินปลีคอสีทองแดง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีนกบางชนิดที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลนคือ นกแต้วแล้วป่าโกงกาง และนกกระเต็นใหญ่ปีกสีน้ำตาล

เขาหินปูน (Limestone Outcrops)

ประเทศ ไทยมีเขาหินปูนกระจายอยู่หลายพื้นที่ทั่วประเทศบนเขาหินปูนมีป่าผลัดใบที่มี พรรณไม้ขนาดเล็กขึ้น อยู่ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของนกหลายชนิดที่หลบหนีจากการทำลายป่าในที่ราบขึ้นไป อาศัยเช่น นกจู๋เต้นเขาปูน ซึ่งเป็นนกที่ชอบอาศัยอยู่ตามเขาหินปูน นอกจากนี้ยังมีนกอีกหลายชนิดที่อาศัยเขาหินปูนเป็นสถานที่สร้างรัง วางไข่ เช่น เหยี่ยวเพเรกริน นกนางแอ่นขาสีคล้ำ และนกแอ่นหลายชนิด

ป่าละเมาะ สวนผลไม้ และสวนสาธารณะ ( Scrub, Orchard & Park )

พื้นที่ สีเขียวที่มีต้นไม้ปกคลุม อาจเป็นป่าฟื้นสภาพหรือสวนผลไม้ที่มีการปลูกต้นไม้ขึ้นมาใหม่ แม้จะไม่มีความสมบูรณ์และพรรณไม้หลากหลายเช่นป่าธรรมชาติ แต่ก็เป็นถิ่นอาศัยอย่างดีของนกหลายชนิด แม้กระทั่งสวนสาธารณะในเมืองก็ยังมีนกหลายชนิดใช้เป็นที่หากินและสร้างรัง วางไข่ เช่น นกตีนทอง นกสีชมพูสวน นกปรอทสวน นกเอี้ยงสาริกา ฯลฯ นกเหล่านี้ล้วนปรับตัวเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่สีเขียวประเภทนี้ได้ดีโดย เฉพาะในเมือง

ทุ่งหญ้าและพื้นที่เกษตรกรรม

แม้ กระทั่งทุ่งหญ้าแห้งแล้งหรือพื้นที่เกษตรกรรมที่ปลูกพืชไร่ ไร่ข้าวโพด ไร่มันสำปะหลัง ก็ยังมีนกหลายชนิดปรับตัวเข้าไปอาศัยได้เช่น นกคุ่มอกลาย นกเด้าดินทุ่ง นกจาบฝนปีกแดง หรือนกจาบคาเล็กตามพงหญ้าสูงๆ มีนกกินแมลงกระหม่อมแดงและนกกระจิบหญ้าหลายชนิดอาศัยอยู่ขณะที่นกนางแอ่น บ้านและ นกแอ่นพงจะบินหากินอยู่บนท้องฟ้า

แหล่งน้ำจืด ( Freshwater Wetland)

หนอง บึงทะเลสาบและแม่น้ำขนาดใหญ่ล้วนเป็นแหล่งอาศัยที่สำคัญของนกน้ำนานาชนิดมี ทั้งนกยาง นกกาน้ำ และนกเป็ดน้ำที่ย้ายถิ่นเข้ามา รวมทั้งพวกนกชายเลนหลายชนิดขนาดเดียวตามกอพืชน้ำก็เป็นที่หากินของพวกนกอี แจว นกหนูแดง นกอีล้ำ ฯลฯ นอกจากนี้ก็ยังมีนกขนาดเล็กจำพวกนกกระจิบหญ้า และนกพงหลายชนิดพบได้ตามพงหญ้าริมน้ำ แต่ปัจจุบันมีแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่เหลืออยู่ในประเทศไทยเพียงไม่กี่แห่ง อาทิ บึงบอระเพ็ด จ . นครสวรรค์ ทุ่งสามร้อยยอด จ . ประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากการพัฒนาและขยายตัวของสังคม ทำให้มีการเปลี่ยนหนองบึงและทะเลสาบเป็นชุมชน ทุ่งนาและโรงงานอุตสาหกรรมไปอย่างมากมาย จนส่งผลกระทบต่อนกน้ำและนกทุ่งอย่างรุนแรงแต่ถึงกระนั้นก็มีนกน้ำและนกทุ่ง จำนวน มากเข้ามาอาศัยอยู่ตามทุ่งนาอาทิ นกอีลุ้ม นกเป็ดผี นกกวัก เป็นต้น รวมทั้งนกยางหลายชนิด นอกจากนี้ในช่วงฤดูหนาวยังมีนกปากห่างหลายหมื่นตัวบินย้ายถิ่นเข้ามาหากิน ตามทุ่งนาของภาคกลางด้วย

หาดเลนและหาดทราย ( Mudslat & Sand Beach )

หาด เลนและหาดทรายชายทะเลเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญของนกชายเลนนับแสนตัวที่บิน ย้ายถิ่นเข้า มาทั้งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยตลอดช่วงฤดูหนาวและย้ายถิ่นผ่านลงใต้ เพราะเป็นแหล่งที่นกใช้หากินเนื่องจากตามหาดเลนและหาดทรายจะมีสัตว์ไม่มี กระดูกสันหลังขนาด เล็กและตัวอ่อนของสัตว์น้ำจำนวนมากอาศัยอยู่ตามหน้าดินซึ่งเป็นอาหารหลักของ นกชายเลนมีทั้งนกหัวโต นกชายเลน นกอีก๋อย ฯลฯ รวมทั้งนกกระสา นกยางกรอก และนกยางก็ใช้พื้นที่ทางชายฝั่งทะเลเป็นที่หากินด้วยโดยเฉพาะนกยางทะเล นอกจากนี้หาดทรายที่สงบเงียบยังเป็นแหล่งสร้างรังวางไข่ของนกหัวโตมาลายู นกนางนวลแกลบเล็กด้วย แต่เนื่องจากการพัฒนาหาดทรายให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ทำให้นกทั้ง 2 ชนิดขาดแคลนสถานที่ขยายพันธุ์จนลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วและอาจสูญพันธุ์ไปใน ไม่ช้า

เกาะนอกชายฝั่ง ( Island )

เกาะ กลางทะเลที่สงบเงียบเป็นแหล่งขยายพันธุ์ของนกนางนวลแกลบหลายชนิดและยังเป็น ที่อาศัย ของนกที่ย้ายถิ่นและหากินกลางทะเลอย่างนกโจรสลัด นกสกัว และนกนางนวล สำหรับป่าไม้ที่พบตามเกาะขนาดใหญ่ก็มีนกป่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากบางชนิด อาศัยอยู่เฉพาะบนเกาะเช่น นกฮาปีไหน และนกลุมพูขาว