Skip to content

โตน เตียว (เรื่องเล่าจากเขานอ ตอนที่ 2)

สิริรักษ์ อารทรากร เจ้าหน้าที่วิจัย
โครงการฟื้นฟูสถานภาพนกแต้วแล้วท้องดำ

หลังจากมาทำงานที่เขานอฯ ได้อาทิตย์กว่าๆ เราก็เริ่มคุ้นเคยกับนกแต้วแล้วท้องดำมากขึ้น โดยเฉพาะเสียงร้องเพราะได้ยินบ่อยแต่ไม่ค่อยเห็นตัว เราเริ่มหาแนวทางการสำรวจประชากรและการกระจายของนกแต้วแล้วท้องดำ ในระหว่างที่ยังไม่มีอุปกรณ์จำพวกเทปและลำโพงไว้เปิดเสียงล่อนก ซึ่งเราคาดว่าน่าจะมีให้ใช้สำรวจก่อนเข้าฤดูทำรังวางไข่ของนก อันเป็นช่วงเวลาที่ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะไปรบกวนนกด้วยเสียงของนกอีกตัว เพราะอาจทำให้นกตัวผู้เข้าใจผิดคิดว่าตัวเมียไปแอบมีชู้ หรือมีตัวผู้เข้ามาแหยมถึงถิ่น นำไปสู่การตบตีกัน บ้านแตก แล้วลูกนกอาจจะโตมาเป็นเด็กอาภัพ มีปัญหา ติดยา เอ๊ะ..ยังไง

ฉัน และ พอล ตัดสินใจลองสำรวจนกแต้วแล้วท้องดำ โดยการ หยุดพัก หาและฟังเสียงนกครั้งละ 10 นาที ห่างกัน ตำแหน่งละ 100 เมตร เราประเดิมเส้นทางสำรวจแรกที่ ทางบี ( trail B ) วางแผนจะไปจนสุดทางแล้ววนมาตามทางซี ( trail C ) จนออกที่เดิม เราเดินๆ หยุดๆ กันไปเรื่อยๆ จนเที่ยง ก็ยังไม่สุดสายทาง ลืมบอกไปว่า ปกติแล้วเราจะเดินกันไปเรื่อยๆ โดยไม่กลับมากินข้าวกลางวัน อาศัยน้ำกับขนมนิดหน่อยพอไม่ให้หมดแรง วันนี้เราก้ไม่ได้กินอะไรเหมือนเดิม แต่ที่ต่างจากเดิมคือทางที่เราเดิน เพราะเราไปผิดทางเสียแล้ว ฉันมารู้ว่าตัวเองเดินออกนอกเส้นทางที่วางแผนกันเอาไว้เมื่อเห็นป้ายบอกทาง พี (trail P) ซึ่งเป็นทางไปน้ำตกโตนเตียว (ไม่รู้หลงไปได้ไง ยังงงมาจนถึงทุกวันนี้) แถมเราเดินเลยทางแยกมาหลายร้อยเมตรแล้วด้วย เราสองคนจึงตัดสินใจไป (ตายเอา) ข้างหน้า

เราเดินไป หยุดสำรวจนกไป ตามทาง ถึงไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นยังไง แต่ก็ไม่ลืมทำงาน เดินไปได้สักพักก็ต้องชะงัก เพราะเห็นทางมันแหงนตั้งเด่ ขึ้นไปบนเขาสูงชัน ชนิดที่ต้องโหนเถาวัลย์ปีนขึ้นไปเป็นบางช่วง “ นกแต้วแล้วท้องดำพบในป่าที่ ราบ ต่ำ ใช่มั้ย เราไม่จำเป็นต้องปีนขึ้นไป ใช่มั้ย ” แต่สุดท้ายเราก็ไป (ตายเอา) ข้างหน้า กัน

ร้อยเมตรผ่านไป (นับก้าวไว้เพราะเราสำรวจนกกันอยู่) เราก็ขึ้นไปยืนอยู่บนสันเขาพอดี ไม่ไกลอย่างที่คิด ลมพัดเย็นจนอยากหยุดพักนานๆ แต่เราก็หยุดแค่ 10 นาทีตามเวลา แล้วไปต่อ ไม่ไกลนักเราก็เจอทางลง เป็นทางลงที่ชันไม่ต่างจากทางขึ้น มาพร้อมกับเสียงน้ำ เรียกพลังความอยากรู้อยากเห็นของเราได้ดียิ่ง ไต่ลงไปอีกประมาณหนึ่งร้อยเมตรก็ถึง น้ำตกโตนเตียวเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ อย่างน้อยในอดีตก็เคยใหญ่มาก่อน แต่ตอนนี้น้ำแห้ง ความยิ่งใหญ่เลยหดลงไปเยอะ แต่ยังคงความสวยงามของน้ำตกหินปูนที่มีทั้งแอ่งให้แช่ (น้ำเย็นจนหนาว) และหยาดน้ำตามรากไม้ที่ถูกหินปูนเคลือบเป็นสายม่าน

เมื่อเราลงเขามาถึงน้ำตก แล้ว ความคิดที่จะกลับไปทางเดิมที่สุดจะชัน ไม่มีอยู่ในสมองน้อยๆ ของเราทั้งสอง เราตัดสินใจไป (ตายเอา) ข้างหน้า กันอีกครั้ง โดยเดินเลาะลำน้ำ ตามแผนที่ในมือที่บอกเราว่า มันคือ ทางเจ ( trail J ) ซึ่งไปสิ้นสุดที่มรกตรีสอร์ท ที่พักของเราในขณะนั้น เราเดินตามทางไปพลาง มองหาทางข้ามลำน้ำไปพลาง หลายครั้งที่เราต้องข้ามกลับไปกลับมาเพื่อตรวจสอบเส้นทางว่าใช่จุดข้ามน้ำ หรือเปล่า เราเดินไป (เหมือนจะ) หลงไป จนถึงฝายน้ำล้น ที่ พอล บอกว่า “ มันคือเครื่องหมายแห่งอารยธรรมแรกที่เราเจอในวันนี้ ” เราพบฝายน้ำล้นที่น้ำแห้งขอด พร้อมทางรถสี่ล้อ ในขณะที่ขวดน้ำดื่มของเราว่างเปล่า ในเวลาสี่โมงเย็น เราเดินไปตามทางล้อด้วยคิดว่ามันน่าจะเป็นทางพาเราไปสู่ที่พัก พร้อม อาหาร

แต่เราคิดผิด.. เราเดินไปจนพบบ้านคน หรือขนำก็ไม่ทราบได้ ด้วยความที่สภาพบ้านบุด้วยไม้ไผ่มุงหลังคาด้วยวัสดุธรรมชาติ แต่ในบ้านมีทีวีจอแบนขนาดยักษ์ที่กำลังฉายหนังโป๊ (เอ๊ะ ตาดีเกินไปรึเปล่า) ฉันเดินเข้าไปถามทางไปบางเตียว หมู่บ้านที่มรกตรีสอร์ทตั้งอยู่ กับหญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าบ้าน ได้ความว่าเราต้องย้อนกลับไปทางเดิม (ซึ่งไกลมากๆ) จึงได้ถามหาทางลัดไปออกถนนเข้าบางเตียวที่ใกล้ที่สุด เธอบอก “ ไปถามบ้านข้างหน้านู้นดีกว่า เค้ารู้ทาง ” ฉันถามต่อไปอีกสองบ้าน จึงหาทางออกถนนลาดยางได้เมื่อเวลาเกือบหกโมงเย็น แต่ เราไปโผล่ที่โรงเรียนบางเตียว ห่างจากที่พักประมาณ 3 กิโลเมตร เราพักนั่งดื่มน้ำแก้กระหายที่ร้านค้าใกล้ๆ แล้วเดินต่อ.. เฮ้อ

สุดท้าย ด้วยความขี้เกียจ และ เชื่อในความมีน้ำใจของคนไทย ฉันตัดสินใจโบกรถมอเตอร์ไซค์เก่าๆ คันนึง เขาจอดรับเรา ทั้งๆ ที่ พอล ตัวใหญ่ยังกะกระสอบข้าว และรถเขาก็ลมยางอ่อน เขาส่งเราใกล้ๆ ร้านซ่อมรถไม่ไกลจากมรกตรีสอร์ท เพราะต้องเอารถไปเปลี่ยนยาง( !!..!?) เรากลับถึงที่พักเมื่อเวลาพลบค่ำ เล่าให้เพื่อนนักดูนกชาวฝรั่งฟังถึงวิบากกรรมวันนี้ สองสาวที่มรกตรีสอร์ทบอกเราว่า “ ฝรั่งบางคนหลงไปคนเดียวไปออกบ้านพรุดินนา ชาวบ้านเอามอเตอร์ไซค์ขับมาส่ง คนแถวนี้เขารู้ ถ้าฝรั่งดูนกหลงไป จะเอามาส่งที่นี่ ” เป็นโชคดีที่ฉันเป็นคนไทย และทำงานในเมืองไทย ถึงจะฟังภาษาใต้ยังไม่ค่อยออกก็เหอะ

ก่อนมาทำงานที่นี่ ฉันได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นคนอำเภอคลองท่อมและเคยทำวิจัยในป่าแห่ง นี้มาก่อน เขาเล่าถึงการเดินทางไปน้ำตกแห่งนี้ว่า “ ต้องขึ้นเขาลาดชันไปถึงยอดแล้วลงเขานั้นไปจนสุด เหมือนทางไป บึงน้ำทิพย์ ใน อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ที่เราเคยไปลุยไปลื่นกันมา แต่ลำบากน้อยกว่าเพราะเขาลูกนี้ไม่สูงเท่าไหร่ ” จริงอย่างเขาว่า