Skip to content

โครงการฟื้นฟูสถานภาพนกแต้วแร้วท้องดำ

alt

โครงการฟื้นฟูสถานภาพนกแต้วแร้วท้องดำ?

alt

นก แต้วแร้วท้องดำเป็นนกประจำถิ่นของป่าที่ราบต่ำ อาศัยจำกัดอยู่ในพื้นที่เล็กๆทางใต้ของประเทศไทย และทางใต้ของประเทศพม่า ในประเทศไทย ป่าอันเป็นที่อยู่อาศัยของนกชนิดนี้ถูกบุกเบิกทำเป็น ไร่ปาล์มน้ำมันและสวนยางพารา พื้นที่การเกษตร และที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ดังนั้นประชากรนกแต้วแร้วท้องดำที่ยังหลง เหลืออยู่จึงเป็นกลุ่ม ประชากรที่เล็กที่สุดในโลกกลุ่มหนึ่งในปัจจุบัน และมีการประเมินครั้งล่าสุดเมื่อปี 2544 ว่ามีอยู่เพียง 17-21 คู่ ไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ระยะหลังนี้เกี่ยวกับ สถานะของนกชนิดนี้ใน ประเทศพม่าซึ่งไม่เคยมีบันทึกการพบเห็นที่เชื่อถือได้อีกเลยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2447 หลักฐานอย่างเดียวที่ยังยืนยันว่า ยังมีนกชนิดนี้อยู่ในประเทศพม่าคือการปรากฏตัวเป็นครั้งเป็น คราวของนกชนิดนี้ในตลาดค้านก และสวนสัตว์ในประเทศไทย นกแต้วแล้วท้องดำในปัจจุบันถูกจัดว่า ตกอยู่ในอันตรายขั้นวิกฤต ( Critically E ndangered ) ตามเกณฑ์การจัดสภาพการถูกคุกคามของ IUCN/BirdLife International โดยมีจำนวนประชากรกลุ่มเล็กๆที่กำลังลดน้อยถอยลง คำอธิบายเต็มเกี่ยวกับนิเวศวิทยาและประวัติศาสตร์ของการอนุรักษ์นกชนิดนี้จะ อ่านได้ใน BirdLife International (2001).

ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับนกแต้วแล้วท้องดำ

วงศ์ : Pittidae

การกระจายตัว : ดินแดนคาบสมุทรของประเทศไทยและพื้นที่ทางใต้ของพม่าที่ติดต่อกับประเทศไทย ตั้งแต่เส้นรุ้งที่ 7 ถึง 12 องศาเหนือ

ถิ่นที่อยู่อาศัย : ป่าดิบชื้นที่ราบต่ำ ( Lowland sem i -evergeen rain forest )

ขนาด : 18.5 – 20.5 ซม.

สีขน : ตัวผู้ หัวสีดำโดยมีกระหม่อมสีน้ำเงินเหลือบฟ้าเลยลงไปถึงท้ายทอย คางสีดำ ลำคอขาว หลัง ปีก และหางเป็นสีน้ำตาลทอง ปีกไม่มีสีขาว หางเป็นสีน้ำเงินอมเขียว ใต้ลำตัวเป็นสีเหลืองสดมีแต้มสีดำที่อกด้านล่าง ท้องและแถบด้านข้างลำตัว ตัวเมียมีสีขนบนหลัง ปีกและหาง สีเดียวกับตัวผู้ โดยมีกระหม่อมสีเหลืองอ่อน ( yellow-ochre ) มีแถบดำผ่านใต้ตาลงไปถึงแก้ม และลำตัวด้านล่างสีขาว-เหลืองอ่อนมีแถบสีน้ำตาลขวางจากอกลงไปถึงก้น

เสียง : เสียง ร้องประกาศอาณาเขต เสียงร้องเป็น 2 พยางค์ติดกัน ดัง ทรับ หรือ ลิลิบ (ตามข้อเขียนของคุณ ฟิลลิป ราวด์) และ เสียงร้องเตือนภัยเป็นเสียงกังวาลพยางค์เดียว ดัง แต้ว และมีเสียงที่ใช้ติดต่อกันเป็นเสียงนุ่มๆ ได้ยินในระยะใกล้ๆ ดัง ฮุก-ฮุก

รัง : รังรูปโดม ตามปกติสร้างบนพืชตระกูลปาล์มที่มีหนามในป่าชั้นล่าง

ไข่ : ครั้ง ละ 3-4 ฟอง สีขาวมีจุดสีน้ำตาลละเอียด ขนาด 25.3 – 27 x 20 – 22.4 มม. ระยะฟักไข่ 13-14 วัน ระยะเวลาที่ลูกนกอยู่ในรัง 13-14 วัน

อาหาร : สัตว์ ไม่มีกระดูกตามพื้นป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งไส้เดือนและแมลง แต่บางครั้งก็จับกบและสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก เช่น จิ้งเหลน ด้วยโดยส่วนใหญ่จะเอาไปป้อนให้ลูกนกในรัง

ชื่อสามัญในภาษาอังกฤษ : Gurney ‘ s Pitta; Black-breasted Pitta

Taxonomy

  1. Class : Aves
  2. ลำดับ (Order): Passeriformes
  3. ลำดับย่อย (Suborder): Tyranni (the Sub-oscines)
  4. วงศ์ (Family) : Pittidae
  5. สกุล (Genus): P itta
  6. ชนิด (Species) : P. gurneyi

การกระจายตัวและสถานะของประชากรนก

altการ กระจายตัวของนกในขอบเขตทั่วโลกจำกัดอยู่เฉพาะบริเวณทางใต้ของ ประเทศไทยและทางใต้ของประเทศพม่าที่ติดต่อกัน (Thanintharyi) ระหว่างเส้นรุ้งที่ 7 12 องศาเหนือโดยประมาณ มันอาศัยอยู่ในป่าและพื้นที่ป่าที่ฟื้นตัวขึ้นมาใหม่หลังจากการแผ้วถาง ( secondary growth ) ที่มีน้ำหล่อเลี้ยงเป็นอย่างดีในที่ราบต่ำมากๆ ขึ้นไปถึงที่ราบเชิงเขาที่มีความสูงประมาณ 150 เมตรจากระดับน้ำทะเล(ตามการจัดวางของ Wells (1976, 1999) ทั่วคาบสมุทรไทย-มาเลย์ บันทึกการพบนกแต้วแล้วท้องดำที่เชื่อถือได้ทั้งหมดพบ ที่ระดับความสูงต่ำกว่า 150 เมตร ยกเว้นนกเพียงคู่เดียวที่มีรายงานว่าพบบนที่ราบในระดับความสูง 200 เมตร

นก แต้วแล้วท้องดำที่ยังเหลืออยู่ส่วนใหญ่อยู่ในหรือรอบๆเขตรักษาพันธุ์สัตว์ ป่าเขาประ-บางคราม ซึ่งรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่าเขานอจู้จี้ ชะตากรรมของนกชนิดนี้ในพื้นที่อื่นๆตามที่มีบันทึกไว้เมื่อช่วงยี่สิบปีก่อน เช่น ที่ เขาพนมเบญจาและคลองพระยา ปัจจุบันนี้ไม่ทราบเลยว่าเป็นอย่างไร เนื่องจากนกแต้วแล้วท้องดำใช้พื้นที่ป่าที่ฟื้นตัวขึ้นมาใหม่หลังจากการแผ้ว ถาง จึงเป็นไปได้ที่จะยังมีนกตัวอื่นอยู่ในบริเวณต่างๆของคาบสมุทรส่วนที่อยู่ใน ประเทศไทย อย่างไรก็ตามไม่น่าที่จะมีพื้นที่ถิ่นที่อยู่อาศัยอื่นใดใหญ่เพียงพอที่จะ รองรับ ประชากรนกที่สามารถดำรงชีวิตและสืบเผ่าพันธุ์ต่อไปได้นอกจากที่เขานอจู้จี้ ส่วนสถานการณ์ในพม่านั้นยังไม่ทราบชัด อาจจะมีพื้นที่ป่าฟื้นตัวในที่ราบต่ำขนาดใหญ่หลงเหลืออยู่ในประเทศนั้นบ้าง แม้ว่า พื้นที่ป่าเหล่านั้นจะต้องเผชิญกับภัยคุกคามคล้ายคลึงกับในประเทศไทยก็ตาม

ตารางที่ 1 ประชากรและการกระจายตัวของนกแต้วแล้วท้องดำ

จังหวัด

ชื่อสถานที่

อำเภอ

จำนวนประชากร

สถานะการคุ้มครอง

กระบี่

เขานอจู้จี้

คลองท่อม

ประมาณว่ามี 35-40 คู่ในปี 2530 ลดลงมาเหลือ 21 คู่ในปี 2535 และ 12-15 คู่ในปี 2543 จากจำนวน 21 คู่ ในปี 2535 ปัจจุบันมีเพียง 5 คู่อยู่ในเขตคุ้มครอง (เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า)
ตรัง

เขานอจู้จี้

อ่าวตง

5-6 คู่เป็นอย่างต่ำในปี 2530 ; 2 คู่ในปี 2544 ทั้งหมดอยู่นอก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
กระบี่ อุทยานแห่งชาติ เขาพนมเบญจา และเขตรักษา พันธุ์สัตว์ป่าคลองพระยา 5-6 คู่ในปี 2531 ได้ยินเสียงเรียกของ นกตัวผู้ครั้งหนึ่งในปี 2535 ไม่มีข้อมูลในระยะหลังมานี้ แต่คิดว่าถิ่นที่อยู่อาศัย ถูกบุกรุกทำลายไปแล้ว ทั้งหมดไม่ได้รับการคุ้มครอง (อยู่นอกเขตพื้นที่คุ้มครอง)
สุราษฎร์ ธานี

ท่าชนะ

ท่าชนะ

ได้ยินเสียงนกตัวหนึ่งร้องในปี 2530 ไม่มีข้อมูลในระยะหลังนี้ ไม่ได้รับการคุ้มครอง
สุราษฎร์ธานี

คลองยัน

พบในสองพื้นที่ในปี 2531 ไม่มีข้อมูลในระยะหลังนี้ ไม่ได้รับการคุ้มครอง
ประเทศพม่า

Thanintha-ryi Division

ไม่มีข้อมูลในระยะหลังนี้ ไม่ได้รับการคุ้มครอง อย่างมีประสิทธิผล

การเคลื่อนไหว :

ดู เหมือนว่านกแต้วแล้วท้องดำจะเป็นนกประจำถิ่นทั้งหมด คิดกันว่านกทั้งคู่อยู่ในอาณาเขตของตนตลอดทั้งปี แบบแผนการกระจายตัวของนกปีแรกที่พบในนกชนิดอื่นนั้นไม่พบในกรณีของนกแต้ว แล้วท้องดำ

สถานะในด้านการคุ้มครอง

altนก แต้วแล้วท้องดำเป็นนกชนิดที่ ตกอยู่ในอันตรายขั้นวิกฤต (C ritically E ndangered ) ตามเกณฑ์การคุกคามของ IUCN / BirdLife. เป็นนกที่ได้รับการคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 โดยถูกจัดลำดับไว้ในขั้นสูงสุดของการคุ้มครอง ในฐานะสัตว์ป่าสงวนแห่งชาติ

ความสัมพันธ์กับแผนปฏิบัติการและแผนฟื้นฟูอื่นๆ และยุทธศาสตร์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

นก แต้วแล้วท้องดำมีชื่ออยู่ในภาคผนวก 1 (Appendix 1) ขององค์การ CITES ซึ่งรัฐบาลไทยร่วมลงนามด้วย ประเทศไทยลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biodiversity CBD) แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมได้ทำ NBSAP ขึ้นในปี 2540 ชื่อว่า นโยบาย มาตรการ และแผนการอนุรักษ์และการใช้ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน (2541-2546)

ถิ่นที่อยู่อาศัยที่จำเป็นของนกชนิดนี้

นก แต้วแล้วท้องดำอาศัยอยู่ในป่าที่ราบต่ำ ซึ่งรวมทั้งป่าดั้งเดิม (ป่าแก่)และพื้นที่ป่าที่เคยถูกแผ้วถางและฟื้นตัวกลับขึ้นมาแล้วหลายปี พื้นที่จำนวนมากซึ่งปัจจุบันเป็นที่อยู่อาศัยของนกแต้วแล้วท้องดำในทุก วันนี้เดิมเคยเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงควายมาเมื่อ 40-50 ปีก่อนและฟื้นตัวเป็นป่าขึ้นมาอีก จนมีข้อสงสัยกันว่าถิ่นที่อยู่อาศัยที่นกชนิดนี้ชอบก็คือป่าที่ฟื้นตัวขึ้น มาใหม่ อย่างไรก็ตามนกชนิดนี้ต้องการได้ใช้น้ำในสายห้วยและลำธารเล็กๆในป่าตลอดทั้ง ปีและ สภาพพื้นป่าที่ชุ่มชื้นแต่ว่าไม่ถึงขั้นเป็นหนองน้ำ นกคู่หนึ่งทำรังสำเร็จในพื้นที่ป่าที่เป็นเกาะเนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ล้อมรอบด้วยทุ่งนาสามด้านและต่อกับพื้นที่ป่าใกล้เคียงด้วยพื้นที่คอขวด แคบๆเท่านั้น พื้นที่ที่นกแต้วแล้วท้องดำชอบมักจะมีพืชตระกูลปาล์มขึ้นถี่ๆ อยู่ชั้นล่างของป่า และมักจะมีไม้ไผ่ด้วย มีบันทึกการพบรังนกชนิดนี้ในต้นปาล์มที่มีหนามพวกระกำ พ้อ/ชิง และหวาย ตามปกติที่ความสูง 1-3 เมตรเหนือพื้นดิน ความรู้เกี่ยวกับการใช้ถิ่นที่อยู่อาศัยในอาณาเขตพื้นที่ต่างๆของนกชนิดนี้ มีอยู่น้อยมาก

ชีววิทยาและนิเวศวิทยา

นก แต้วแล้วท้องดำผสมพันธุ์ในฤดูฝน(เดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม โดยมีรังๆ เดียวในเดือนตุลาคม) วางไข่ 3-5 ฟอง(ตามปกติ 4 ฟอง) ทั้งพ่อนกและแม่นกช่วยกันฟักไข่ซึ่งใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์ ลูกนกแต้วแล้วท้องดำที่อยู่ในรังก็เป็นเช่นเดียวกับ passerines ( นก ในลำดับนกขนาดใหญ่คือ passeriformes ได้แก่นกบนแผ่นดินขนาดเล็กทั้งหมดตั้งแต่นกแต้วแล้วเป็นต้นไป บางครั้งเรียกเป็นไทยว่า นกเกาะคอน หรือ นกร้องเพลง ) โดยทั่วไปทั้งหลายนั่นคือ เมื่อฟักออกจากไข่ช่วยตัวเองไม่ได้ต้องอยู่ในรังและพึ่งพ่อแม่ในเรื่องอาหาร จนกว่าจะแข็งแรง อย่างไรก็ตามลูกนกแต้วแล้วท้องดำโตเร็วมากและออกจากรังเมื่ออายุได้เพียง 13-14 วันเมื่อมันยังมีขนาดตัวเพียงหนึ่งสามของนกที่โตเต็มวัย ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการอยู่รอดของนกหลังออกจากรังแล้วหรือเกี่ยวกับ นิเวศวิทยา ของมันเนื่องจากความยากลำบากอย่างยิ่งยวดในการตรวจหานกหลังออกจากรังไปแล้ว

การ ศึกษาเมื่อเร็วๆนี้บ่งชี้ว่านกแต้วแล้วท้องดำมีระดับความสำเร็จในการวางไข่ ต่ำ จากทั้งหมด 14 รังลูกนกเติบโตรอดออกมาเพียง 4-5 รัง (อัตราการตายสูงถึงอย่างน้อยร้อยละ 72 เมื่อพิจารณานับจำนวนไข่และลูกนกที่ฟักออกมาเท่าที่ทราบทั้งหมด) สาเหตุการสูญเสียในรังทั้งไข่และลูกนกเท่าที่ทราบคือการตกเป็นเหยื่อของงู และเป็นไปได้ว่าจากกระรอกและการรบกวนของมนุษย์ด้วย ความสำเร็จในการผสมพันธุ์ที่ลดลงเป็นปัญหาหนึ่งที่โดยทั่วไปเกี่ยวโยง กับการที่ถิ่นที่อยู่อาศัยของมันถูกแบ่งออกเป็นพื้นที่เล็กๆ แยกจากกัน และอาจเป็นสาเหตุการลดลงของความหนาแน่นของอาณาเขตภายในถิ่นที่อยู่อาศัยที่ ยังเหลืออยู่

นกแต้วแล้วท้องดำ ตามปกติพบได้ทั้งในป่าดั้งเดิมและป่าที่กำลังฟื้นตัวใหม่หลังการแผ้วถาง ตามปกติพบตัวเดียวหรือเป็นคู่ นกชนิดนี้หากินบนพื้นป่า เคลื่อนไหวโดยการกระโดด และกินสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบนพื้นป่า เช่น แมลง ไส้เดือน และแมงมุม มันยังกินกบและสัตว์มีกระดูกสันหลังเล็กๆ บางที

พื้นที่ เดียวกันนี้มักรองรับอาณาเขตการทำรังวางไข่ในปีต่อๆ มาถ้าถิ่นที่อยู่อาศัยยังดำรงอยู่เหมือนเดิม อย่างไรก็ตามมีคนเห็นนกตัวเสาะหาพื้นที่ที่เหมาะสมโดยผ่านถิ่นที่อยู่อาศัย ชายขอบ(รวมทั้งชายขอบสวนยาง) ส่งเสียงร้องเรียก ก่อนที่จะเริ่มทำรังวางไข่ พวกมันดูเหมือนจะสามารถข้ามช่องว่างได้ค่อนข้างดี นกตัวผู้ตัวหนึ่งบินข้ามพื้นที่โค่นถางที่เพิ่งถูกไฟเผาใหม่ๆกว้าง 50 เมตรไปได้

ภัยคุกคามและการคุกคามที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้น

1. การบุกเบิกแผ้วถางป่า

ภัย คุกคามหลักต่อนกแต้วแล้วท้องดำเท่าที่ผ่านมาและยังเป็นอยู่ในทุกวันนี้คือ การบุกเบิกแผ้วถางป่าที่ราบต่ำซึ่งนำไปสู่การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยที่ เหมาะสม และการถางป่าซึ่งแบ่งผืนป่าออกเป็นป่าพื้นที่เล็กๆ แยกจากกันของถิ่นที่อยู่อาศัยที่ยังเหลืออยู่ ป่าที่ราบต่ำถูกบุกเบิกแผ้วถางเพื่อทำการเกษตรซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิด อย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2488 จนกระทั่งช่วงปี 2523 เป็นต้นมาซึ่งป่าที่ราบต่ำส่วนใหญ่ถูกบุกเบิกแผ้วถางไปแล้ว การบุกเบิกแผ้วถางป่ากระทำไปเพื่อสร้างสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน ทำไร่ และล่าสุดคือสวนกาแฟ มักจะมีการขยายสวนเกษตรที่มีอยู่เป็นระยะๆ โดยการตัดป่าที่อยู่ใกล้เคียงแล้วเผาปีละไร่หรือ 2 ไร่ แล้วปลูกพืชผลขยายพื้นที่ออกไป ในขณะเดียวกันก็มีการซื้อขายป่าที่ยังเหลืออยู่ แม้ว่าการถ่ายโอนจะขาดเอกสารหลักฐานและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ความต้องการที่ดินที่เพิ่มมากขึ้นเนื่องมาจากการปั่นราคาที่ดินในฐานะเป็น สินค้า หมายความว่ายังมีคนจำนวนที่ไม่มากนักอพยพเข้ามาใหม่ในพื้นที่นั้นต่อไป

2. การตัดไม้อย่างผิดกฎกมาย

ถึง แม้ว่าการตัดไม้ทำลายป่าในขนาดเล็กจะเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในบริเวณที่นก แต้วแล้วท้องดำอาศัยอยู่ การกระทำเช่นนี้เกิดขึ้นทั่วไปน้อยกว่ามากและไม่ถือว่าเป็นภัยคุกคามหลัก

3 . การจับนกและการทำลายโดยบังเอิญ

คน เก็บของป่าอาจจะพบลูกนกแต้วแล้วท้องดำในรังเป็นครั้งเป็นคราว และมีบันทึกเกี่ยวกับการขโมยลูกนกอยู่ ชาวบ้านที่ออกจับกบหรือสัตว์ที่ออกหากินในเวลากลางคืน ตามลำธารในป่าอาจจะพบนกแต้วแล้วที่กำลังเกาะพักอยู่ได้เช่นกัน มีบันทึกการพบนกตัวหนึ่งเป็นตายจากถูกแทงด้วยฉมวกของชาวบ้าน ชาวบ้านในท้องถิ่นอาจมองความพยายามในการอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำเป็นการขัด ขวางการได้เป็นเจ้าของที่ดิน ดังนั้นจึงพยายามหาทางทำลายนกอย่างแข็งขัน มุมมองของพวกเขาอาจจะสรุปได้ดีที่สุดเป็นว่า ไม่มีนกแต้วแล้ว = ไม่มีการเข้ามายุ่งย่ามของรัฐบาล(หรือคนภายนอกอื่นๆ) = ไม่มีปัญหา

4. การค้าขายสัตว์ป่า จับส่งสวนสัตว์

มี รายงานว่าสวนสัตว์แห่งหนึ่งของรัฐบาลไทยมีนกแต้วแล้วท้องดำ 5-8 ตัวในปี 2538 ปัจจุบันนก เหล่านั้นตายหมดแล้ว คิดว่ายังมีนกที่ถูกจับขังเลี้ยงไว้ดูเล่นอีกจำนวนหนึ่งในประเทศไทย ในการสร้างความสนใจของสาธารณชนต่อสถานการณ์ที่นกแต้วแล้วท้องดำกำลังเผชิญ อยู่ นักอนุรักษ์ที่มีความตั้งใจดีอาจจะเพิ่มมูลค่าของนกชนิดนี้ในตลาดขึ้น ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้มีการค้านกอย่างผิดกฎหมายมากขึ้นด้วย ความสามารถบังคับใช้กฎหมายอนุรักษ์สัตว์ป่าที่มีอยู่ต่ำมาก มีโอกาสน้อยจนแทบไม่ต้องสนใจว่าจะถูกจับได้ (และค่าปรับแสนต่ำเมื่อถูกจับได้) ยังผลให้การค้าขายสัตว์ป่าในประเทศไทยจะยังดำเนินต่อไปอย่างไม่อาจควบคุมได้

การวิเคราะห ์ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนฟื้นฟูสถานภาพของนกแต้วแล้วท้องดำ

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

ประเทศไทย

พม่า

องค์กรอื่นๆ นอกประเทศไทย

กลุ่มสนใจพิเศษ
รัฐบาล กรมป่าไม้

สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อม

ชุมชนท้องถิ่น

ก) ผู้นำท้องถิ่น

ข) ผู้รู้ท้องถิ่น

ผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ JWPT
องค์กรเอกชน สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติฯ

WWF ประเทศไทย

WCS ประเทศไทย

BENCA RSPB

BirdLife Asia

OBC

แหล่งทุน UNDP , DANCED
สื่อมวลชน BBC World Service
กลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
หน่วยงานด้านการศึกษา
ธุรกิจท่องเที่ยว บริษัทและคนนำเที่ยวดูนก บริษัทนำเที่ยวดูนก
บุคคลผู้มีชื่อเสียง

โอกาสและความเสี่ยงในการดำเนินงานตามแผน

โอกาส

  1. นกแต้วแล้วท้องดำเป็นนกชนิดที่มีคุณสมบัติพิเศษ ในการดึงดูดใจคนจำนวนมาก สวยงามน่าประทับใจ และเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง มีแนวโน้มว่าจะดึงดูดสื่อมวลชนและการท่องเที่ยวได้สูง
  2. นกแต้วแล้วท้องดำดูเหมือนว่าจะสามารถมีชีวิตรอด ได้ในป่าที่ฟื้นตัวหลังการ แผ้วถาง ซึ่งทำให้เป็นไปได้ที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ค่อนข้างง่ายและรวดเร็วในบริเวณ อื่นๆ
  3. นกแต้วแล้วท้องดำสามารถผสมพันธุ์ในกรงเพาะเลี้ยงได้
  4. นกแต้วแล้วท้องดำดูเหมือนว่าจะถูกดึงดูดให้มา สนใจอาหารที่เสริมมาจากอาหาร หลักของมันได้ง่าย ทำให้มีโอกาสที่จะจับมาใส่ห่วงหรือติดตามด้วยวิทยุได้
  5. ขณะนี้มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการอนุรักษ์ชนิดนกที่ถูกคุกคามขั้นวิกฤตอยู่มากพอสมควร
  6. เป็นไปได้ที่จะเริ่มโครงการขยายพันธุ์ในที่จำกัดพิเศษ
  7. ประชากรนกแต้วแล้วท้องดำอาจจะยังมีอยู่ในประเทศพม่า
  8. อาจเป็นเป็นได้ที่จะเปลี่ยนแปลงระบบวนเกษตรในภาคใต้ให้เหมาะสมกับนกแต้วแล้วท้องดำ
  9. นกแต้วแล้วท้องดำอาจจะทดแทนลูกนกที่ตายไปจากการฟักครอกหนึ่งและอาจกกไข่หลายครั้งได้
  10. มีข้อมูลเกี่ยวกับป่าแห่งนี้อยู่เป็นจำนวนมาก หลังจากมีการพยายาม ริเริ่มอนุรักษ์นกชนิดนี้จากโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจาก DANCED ที่เพิ่งจบไปเมื่อเร็วๆนี้

ความเสี่ยง

  1. ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลักบางกลุ่มขณะนี้ อาจจะยังมีศักยภาพไม่เพียงพอที่จะทำตามข้อเสนอแนะของแผนฟื้นฟูที่จะออกมา
  2. ชาวบ้านในท้องถิ่นบางคนถือว่าความพยายาม อนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำ ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของพวกเขา และอาจจะไม่เข้าร่วมหรือช่วยเหลือความพยายามอนุรักษ์นกที่จะเกิดขึ้น
  3. เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ในภาคใต้มีการเปลี่ยนแปลงสูง
  4. มีความรู้เกี่ยวกับชีววิทยาและนิเวศวิทยาของนกแต้วแล้วท้องดำน้อยมาก
  5. มีการติดตามและจัดการกับประชากรนกแต้วแล้วท้องดำนอกพื้นที่ที่พบหลักน้อยมาก
  6. ลูกนกแต้วแล้วท้องดำดูเหมือนว่าจะอยู่กับพ่อนก แม่นกไประยะหนึ่ง ทำให้มีปัญหาในการนำลูกนกที่เกิดจากการขยายพันธุ์ในกรงเลี้ยงไปปล่อยในป่า
  7. ความพยายามของนักดูนกที่จะได้เห็นนกแต้วแล้ว ท้องดำโดยการเล่นเทป เสียงนกที่อัดไว้หรือให้อาหารอาจจะมีผลต่อการ วิจัยหรือความริเริ่มที่จะอนุรักษ์นกในอนาคต