Skip to content

ประวัติสมาคมอนุรักษ์นก

1. ประวัติและความเป็นมา

การดูนกในประเทศไทย เริ่มต้นขึ้นในราวปี พ.ศ.2505 โดยชาวต่างประเทศที่รักการดูนก และเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยชั่วคราว ได้จัดตั้ง Bangkok Bird Club (BBC) ขึ้น โดยมีนายเอ็ดเวิด ซี ดิคคินสัน (Mr.E.C. Dickinson) เป็นเลขาธิการกิติมศักดิ์ เพื่อรวมกลุ่มนักดูนกทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นรวมทั้งนักปักษีวิทยา ชาวไทยและชาวต่างประเทศให้มาศึกษา เกี่ยวกับนกในประเทศไทยอย่างจริงจัง มีบางท่านมาทำการค้นคว้า วิจัย สำรวจ เกี่ยวกับชนิดของนกในประเทศไทยมีการใส่ปลอก ขานก(banding) เพื่อหาข้อมูลการเคลื่อนย้ายถิ่นของนก เช่น Dr.Elliot McClure, Mr. H.G. Deignan. อาจารย์พิไล พูลสวัสดิ์, Dr.Joe T. Marshall, Mr.Ben King เป็นต้น มีการออกไปดูนกตามสถานที่ต่างๆและประชุมแลกเปลี่ยนข่าวสาร เกี่ยวกับนก และการอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นประจำ แต่สมาชิกขณะนั้น ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ ต่อมา ปี พ.ศ. 2495 นพ.บุญส่ง เลขะกุล ได้จัดตั้งนิยมไพรสมาคมขึ้น เป็นศูนย์กลางการศึกษา ค้นคว้า สำหรับผู้สนใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ สัตว์ป่า และป่าไม้ เป็นแห่งแรกของประเทศไทย และได้เริ่มเผยแพร่ ความรู้ และแนวทางการอนุรักษ์นก โดย นพ.บุญส่ง ได้เขียนภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับ นก ลงในวารสาร วิทยาศาสตร์ เป็นประจำตั้งแต่ พ.ศ. 2498 รวมทั้งได้ร่วมกับนายกิติ ทองลงยา จัดทำหนังสือชื่อ Bird Guide of Thailand ฉบับที่ 1 พิมพ์ออกครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2511และฉบับที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2517 ร่วมกับนายเอ็ดเวิด ดับบริว ครอนิน (Mr. Edward W. Cronin, Jr.) เพื่อให้นักดูนก และผู้สนใจใช้ประกอบการศึกษาเกี่ยวกับนก ได้สะดวกยิ่งขึ้น เป็นผลให้กิจกรรมดังกล่าวเริ่มแพร่หลายไปสู่คนไทยมากขึ้น
เมื่อ พ.ศ. 2519 นพ.บุญส่ง เลขะกุล ได้นำเอากิจกรรมการดูนกเป็นส่วนหนึ่งของ นิยมไพสมาคมและมีชื่อเรียก BBC เป็นภาษาไทยครั้งแรกว่า กลุ่มชมนกกรุงเทพ มีนายโจ พอลลี่ (Mr. Joe Pauly)นักดูนกชาวอเมริกันเป็นประธาน เริ่มมีข่าวสารเป็นภาษาอังกฤษออกทุกเดือน มีการประชุมประจำเดือนครั้งแรกเมื่อ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 ที่ เอ ยู เอ โดยใช้ภาษาอังกฤษ กระทั่งปี พ.ศ. 2520 มีการกำหนดให้วันประชุม เป็นวันพฤหัสบดีที่สองของเดือน ตั้งแต่ครั้งนั้น พร้อมทั้งนำสมาชิกออกไปดูนกนอกสถานที่เป็นประจำทุก เดือนโดยนำรถส่วนตัวและอาศัยกันไประหว่าง สมาชิก สถานที่ที่ออกไปดูนก เช่น วัดไผ่ล้อม บางปู เขาเขียว-ชลบุรี เขาสามร้อยยอด สะแกราช กาญจนบุรี บึงบอระเพ็ด อุทยานแห่งชาติ เขาใหญ่ น้ำหนาว ระยอง กำแพงแสน เป็นต้น
เดือนมีนาคม พ.ศ. 2521 คุณวิรัช จันทรัศมี เป็นประธานคนต่อมา มีการจัดตั้งคณะ กรรมการชมรมฯ ประกอบด้วยชาวไทย และชาวต่างประเทศ เช่น คุณวิรัช จันทรัศมี อาจารย์สมัยศึก โสภาสรรค์คุณสุรนันท์ ตรีวัฒนพงศ์ คุณทวีศักดิ์ ตรีวัฒนพงศ์ คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง Mr.Horst Flotow เป็นต้น ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบางท่าน มีอาจารย์กนกวรรณ วัฒนศักดิ์ และคุณสุรจิต จามรมาน เข้ามาร่วมทำงานด้วย ย้ายสถานที่ประชุมประจำเดือนมาที่ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ขณะนั้นมีสมาชิกรุ่นใหม่เข้ามาร่วมกิจกรรมมากขึ้น จึงมีการจัดดูนกในจังหวัดไกลบ้าง โดยไปกันเป็นรถบัส สถานที่ที่ออกดูนกในครั้งนั้น เช่น สลักพระห้วยขาแข้ง เขาใหญ่ วัดตาลเอน สระบุรี บึงบอระเพ็ด แก่งกระจานดอยอินทนนท์ เขาหลวง-นครศรีธรรมราช ภูหลวง เป็นต้น
เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2527 ม.ร.ว.ปรัชญากร วรวรรณ รักษาการณ์ตำแหน่งประธานสืบต่อมา ได้มีการย้ายที่ประชุมประจำเดือนมาที่ ตึกแถบ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยความช่วยเหลือ ของอาจารย์ประภาศรี ศิริจรรยา ซึ่งใช้ต่อมาจนปัจจุบัน โดยใช้ภาษาไทยในการประชุมและเริ่มมีการจัดทำ วารสาร ฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เป็นครั้งแรก เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2529 มีม.ร.ว.ปรัชญากร วรวรรณ เป็นบรรณาธิการ ร่วมกับนายฟิลลิป ดี ราวด์ และสมาชิกส่วนมากของชมรมฯเป็นคนไทยมากขึ้น พ.ศ.2529 สมาชิกได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มคณะทำงานชั่วคราว และเปลี่ยนชื่อเป็น ชมรมดูนกกรุงเทพ มีการประชุมคณะทำงาน ออกวารสารและนำสมาชิกดูนกนอกสถานที่เป็นประจำทุกเดือนอีกทั้งได้มีสมาชิกเข้าร่วมกิจกรรมของชมรมฯ ด้านต่างๆ มากขึ้น คณะทำงานจึงได้ร่างกฎระเบียบ ของชมรมฯ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติและบริหารงานของชมรมฯ เนื่องจากชมรมฯ อาจจะเติบโตขึ้นต่อไปในอนาคต โดยจัดให้มีการเลือกตั้งประธานและเลขาธิการของชมรมฯ ในวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2530 นพ.บุญส่ง เลขะกุล ได้ร่วมกิจกรรมกับชมรมฯมาด้วยตลอด จนกล่าวได้ว่า ท่านเป็นบิดาแห่งการอนุรักษ์นกและธรรมชาติของประเทศไทย
จากการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่ผ่านมาของชมรมดูนกกรุงเทพ พบว่า นกที่เคยมีอยู่มากมายในประเทศไทยเมื่อครั้งในอดีต ได้ลดจำนวนลงไปอย่างรวดเร็ว จนพบเห็นได้ยากขึ้น หลายชนิดสูญหายไปด้วยภัยจาก การล่าและดักจับประกอบกับสภาพธรรมชาติอัน เป็นแหล่งอาศัยที่เคยสมบูรณ์ ได้ถูกทำลาลง ถ้าหากไม่มีการ ดำเนินการอนุรักษ์อย่างจริงจังและทันท่วงที นกจำนวนมากคงต้องสูญพันธุ์ไปในที่สุด ดังนั้น เพื่อให้การ ดำเนินการอนุรักษ์นก ตลอดจนแหล่งอาศัยในธรรมชาติ มีประสิทธิภาพสมตามความมุ่งหมาย ชมรมดูนก กรุงเทพ จึงได้พัฒนาองค์กรจัดตั้งเป็น สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย (Bird Conservation Society of Thailand) โดยได้รับอนุญาตและจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา และในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2539 ได้ลงนามเป็นภาคี สมาชิกขององค์กรอนุรักษ์นกสากล (Full Partner of BirdLife International)
ทั้งนี้สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะกรรมการและสมาชิกของชมรมดูนกกรุงเทพ ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของบุคคลทุกสาขาอาชีพ ที่มีจุดมุ่งหมายประกอบกิจกรรมและดำเนินงาน เพื่อการอนุรักษ์นกและถิ่นที่อยู่อาศัยของนก ตลอดจนการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับนกและธรรมชาติ พร้อมเผยแพร่แลกเปลี่ยน ให้ความรู้แก่สมาชิกองค์กร และผู้สนใจทั่วไป ควบคู่ไปกับการส่งเสริมและสนับสนุน ให้มีกิจกรรมการดูนกในหมู่ชาวไทย เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจที่เหมาะสม เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต เพื่อตระหนักถึงความสำคัญและเกิดความรัก ความหวงแหนต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

2. บทบาทและกิจกรรม
สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยมีความโดดเด่นในด้านกิจกรรมและบทบาทด้านการอนุรักษ์นกและธรรมชาติในประเทศไทย ซึ่งมีการทำกิจกรรมร่วมกับองค์กรด้านการอนุรักษ์ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยมีหัวข้อกิจกรรมหลักดังนี้
2.1 ดำเนินการอนุรักษ์นกและธรรมชาติ
- ประสานงานกับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนในการอนุรักษ์นกและธรรมชาติ เพื่อการดำเนินงานโครงการแผนฟื้นฟูสถานภาพนกแต้วแล้วท้องดำ โครงการจัดทำบัญชีรายชื่อพื้นที่สำคัญเพื่อการอนุรักษ์นกในประเทศไทย
- ติดตามและเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดผลกระทบต่อนกและธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น กรณีโครงการเส้นทางลัดข้ามอ่าวที่มีผลกระทบต่อนกชายเลนในพื้นที่อ่าวไทยตอน ใน
- ร่วมมือกับองค์กรต่างๆ เพื่อการอนุรักษ์นกทั้งในระดับท้องถิ่นและภูมิภาค โดยสมาคมอนุรักษ์นกฯ เป็นตัวแทนในประเทศไทยของ Birdlife International องค์กรอนุรักษ์สากลที่มีภาคี เครือข่ายทั่วโลก
2.2 ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดูนกเพื่อให้เกิดความรักในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- จัดอบรมเยาวชนและประชาชนทั่วไป เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับนกและธรรมชาติ โดยจัดกิจกรรมดูนกเบื้องต้น และเป็นวิทยากรเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับนก และธรรมชาติสำหรับสถานศึกษา ตลอดจนหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้งจัดเทศกาลดูนกในเมืองไทยเป็นประจำทุกปี
- จัดโปรแกรมนำสมาชิกและผู้สนใจออก ดูนกภาคสนามเป็นประจำทุกเดือน เพื่อศึกษาการดำรงชีวิตและแหล่งอาศัยของนกในธรรมชาติ
- จัดกิจกรรมเดินชมนกในสวน (Bird Walk) เพื่อให้ผู้ที่สนใจในกิจกรรมดูนก ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมดูนกและการจำแนกชนิดนกในธรรมชาติในพื้นที่เขตเมือง โดยสมาคมฯจัดกิจกรรมบริเวณสวนสาธารณะในกรุงเทพมหานครเป็นประจำทุกวันเสาร์และอาทิตย์ของทุกต้นเดือน ได้แก่ วันเสาร์ที่สวนวชิรเบญจทัศ (รถไฟ) และวันอาทิตย์ที่สวนหลวง ร.๙ อีกทั้งยังมุ่งหวังเป็นการส่งเสริมให้สมาชิกในครอบครัวได้ทำกิจกรรมร่วมกัน
- จัดกิจกรรมดูนกเมืองไทย (Thailand Bird Fair) ซึ่งในปี 2553 จัดขึ้นเป็นปีที่ 10 โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบัน เพื่อประชาสัมพันธ์การดำเนินงานของสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยและองค์กรเครือข่ายที่ทำงานด้านอนุรักษ์ทั่วประเทศ ทำให้กิจกรรมดูนกและการอนุรักษ์ธรรมชาติได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ และมีความหลากหลายในช่วงวัยเพิ่มมากขึ้น ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิเช่น การอบรมการดูนกเบื้องต้น จากวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถ มีเวทีพูดคุยโดยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์นกและถิ่นอาศัยของนกและงานอนุรักษ์ในด้านอื่น ๆ
2.3 ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับนกและธรรมชาติเพื่อเผยแพร่แลกเปลี่ยนให้ความรู้แก่สมาชิกองค์กรและผู้สนใจทั่วไป
- จัดทำวารสาร “นกกางเขน” ซึ่งเป็นเอกสารที่นำเสนอเรื่องราวของนกและธรรมชาติ เพื่อเผยแพร่ต่อสมาชิก ตลอดจนหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน
- จัดนิทรรศการให้ความรู้แก่เยาวชนและผู้สนใจทั่วไป
- สำรวจประชากรนกและถิ่นอาศัยในธรรมชาติทั่วประเทศ ตัวอย่างเช่น อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อ่าวไทยตอนใน ถิ่นอาศัยของนกน้ำและนกชายเลนทางภาคใต้ เป็นต้น

3 โครงการอนุรักษ์ที่สำคัญ
3.1 โครงการพื้นฟูสถานภาพนกแต้วแล้วท้องดำ
สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยได้รับจาก Darwin Initiative for the Survivalof Species ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รัฐบาลของสหราชอาณาจักรจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการปรับใช้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) ในการดำเนินโครงการฟื้นฟูสถานภาพนกแต้วแล้วท้องดำร่วมกับหน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (FORRU-CMU) ทั้งนี้เนื่องจากนกแต้วแล้วท้องดำ เป็นนกประจำถิ่นของป่าที่ราบต่ำ อาศัยจำกัดอยู่ในพื้นที่เล็กๆทางใต้ของประเทศไทยและทางใต้ของประเทศพม่า ในประเทศไทย ป่าอันเป็นที่อยู่อาศัยของนกชนิดนี้ถูกบุกเบิกทำเป็นไร่ปาล์มน้ำมันและสวนยางพารา พื้นที่การเกษตร และที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ดังนั้นประชากรนกแต้วแล้วท้องดำที่ยังหลงเหลืออยู่จึงเป็นกลุ่มประชากรที่เล็กที่สุดในโลกกลุ่มหนึ่งในปัจจุบัน โดยสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชร่วมกันสำรวจจำนวนประชากรนกแต้วแล้วท้องดำในปี 2550 ในบริเวณพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประบางครามและพื้นที่โดยรอบ พบว่ามีเพียง 20 คู่ เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันสมาคมฯ ได้เข้าร่วมทำมวลชนสัมพันธ์ในพื้นที่และมีการประสานไปยังโรงเรียนโดยรอบ เพื่อให้ความรู้ในด้านการอนุรักษ์นกและการจัดทำกิจกรรมปลูกป่าและดูนกในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

3.2 โครงการอนุรักษ์นกและพื้นที่ชุ่มน้ำอ่าวไทยตอนใน
โครงการอนุรักษ์นกและพื้นที่ชุ่มน้ำอ่าวไทยตอนใน เป็นโครงการที่ดำเนินการให้เกิดความร่วมมือในการอนุรักษ์นกและพื้นที่สำคัญ ที่นกอาศัยอยู่รวมทั้งนกที่อพยพที่ผ่านเส้นทางในฤดูอพยพของนก ในพื้นที่อ่าวไทยตอนใน ภายใต้การดำเนินงานของสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยโดยได้รับการสนับสนุนโครงการจากสำนักงานกองทุนสิ่งแวดล้อม โดยมีการประสานการทำงานระหว่างเครือข่ายอนุรักษ์ท้องถิ่นในการจัดระดมความคิดเห็นในด้านการอนุรักษ์นกในพื้นที่ ตลอดจนการทำกิจกรรมในโรงเรียน เพื่อเป็นส่งเสริมและให้ความรู้ในด้านการอนุรักษ์นกในโรงเรียน ทั้งนี้เนื่องจากทางสมาคมฯได้เล็งเห็นว่าบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำอ่าวไทยตอนในทั้ง 7 จังหวัด มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลน อันที่แหล่งที่อยู่อาศัยของนก การบุกรุกพื้นที่ทำเป็นแหล่งท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงพื้นที่จากนาเกลือเป็นนากุ้ง เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและจำนวนประชากรนกที่อพยพมาหากินในบริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนใน
3.3 โครงการสำรวจประชากรนกในอุทยานฯ
สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย เป็นหน่วยงานหลักที่ดำเนินการสำรวจจำนวนประชากรนกในพื้นที่อุทยานที่สำคัญทางภาคกลางของประเทศไทย ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และอุทยานแห่งชาติแก่งประจาน ซึ่งในแต่ละปีจะมีสมัครอาสาสมัครที่เป็นเครือข่ายและประชาชนที่สนใจกิจกรรมดูนกและการอนุรักษ์นกจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก เช่นในปี 2552 ที่ผ่านมามีอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการสำรวจประชากรนกในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา จำนวน85คน และโครงการสำรวจประชากรนกในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ. เพชรบุรี จำนวน120 คนนอกจากนี้สมาคมฯยังได้เข้าร่วมกิจกรรมสำรวจประชากรนกในอุทยานตามภูมิภาคต่างๆของประเทศไทยที่จัดขึ้นโดยกลุ่มอนุรักษ์นกท้องถิ่น เช่นโครงการสำรวจประชากรนกในอุทยานแห่งชาติ ดอยอินทนนท์ จ.เชียใหม่ ที่จัดโดย ชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา หรือโครงการสำรวจประชากรนกอุทยานแห่งชาติกรุงชิง จ.นครศรีธรรมชาติ โดยกลุ่ม Go4Get เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการให้ความรู้เกี่ยวกับด้านการอนุรักษ์ในช่วงกลางคืนของวันแรกของการจัดงาน ดังนั้นในแต่ละปีจึงมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครเป็นจำนวนมาก
3.4 โครงการนับนกน้ำช่วงฤดูหนาวของเอเชีย (ASIAN MIDWINTER WATERBIRD CENSUS: AWC)
สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติของประเทศไทยได้จัดทำโครงการนับนกน้ำช่วงฤดูหนาวของเอเชียเป็นประจำทุกปี โดยจะเริ่มระหว่างช่วงอาทิตย์ที่ 2-3 ของเดือนมกราคม โครงการนี้เป็นความร่วมมือของอาสาสมัครนักดูนกที่ช่วยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประชากรและการแพร่กระจายของนกน้ำรวมไปถึงการบ่งชี้พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ ซึ่งจะจัดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก ทั้งนี้ในปี2553 สมาคมฯได้ทำการอบรมวิธีการนับนกน้ำและเทคนิคการจำแนกชนิดนกน้ำ และอบรมวิทยากรนำดูนกเพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถให้กับอาสาสมัครที่มีพื้นฐานการดูนกมาแล้ว โดยการอบรมครอบคลุมพื้นที่ส่วนภูมิภาคต่างๆของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดขอนแก่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดพัทลุง ซึ่งในปี พ.ศ.2553 ได้สำรวจนกทั้งหมด 53 จุดทั่วประเทศ และในต้นปี พ.ศ.2554 การสำรวจประชากรนกน้ำช่วงฤดูหนาวของเอเชีย โดยอาสาสมัครของสมาคมฯได้กำหนดจุดสำรวจมากกว่า 60 จุดทั่วประเทศ

4. การบริหารองค์กร
ในการบริหารสมาคมอนุรักษ์และธรรมชาติแห่งประเทศไทยประกอบด้วย 2 ส่วนได้แก่ คณะกรรมการบริหาร และเจ้าหน้าที่ ซึ่งคณะกรรมการบริหารจะได้จากการคัดเลือกของสมาชิกสามัญโดยมีวาระสมัยละ 2 ปี ส่วนเจ้าหน้าที่สมาคมฯ คณะกรรมการบริหารจะเป็นผู้คัดเลือก ทั้งนี้ในปัจจุบันสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยมีคณะกรรมการบริหารที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้านการอนุรักษ์ และเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้สมาคมฯ ยังได้เชิญผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาด้านต่างๆมาเป็นกรรมการรับเชิญ ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนการบริหารงานด้านการอนุรักษ์ของสมาคมฯในด้านต่างๆ